duplicate content
วันนี้ผมได้ตรวจสอบเวปไซต์ที่ผมดูแลเรื่อง SEO อยู่เวปหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อันดับแรกของเวปไซต์ข้างบน ซึ่งเวปไซต์นี้ผมไม่ได้เป็นคนดำเนินการหรือเป็นคนทำเวปไซต์ขึ้นมา ผมได้เข้ามาัรับผิดชอบในส่วนของ SEO หลังจากที่เวปไซต์ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมก็ไม่มีสิทธิ์หรือไม่รู้ว่าเนื้อหาในเวปไซต์นั้นมาจากใหน ซึ่งจากรูปข้างบนก็จะเห็นว่าต้องมีเวปไซต์อย่างน้อยหนึ่งหรืออย่างมากสามเวปไซต์ที่ได้ก๊อปปี้หรือคัดลอกบนความจากเวปไซต์ใดเวปไซต์หนึ่งมาอย่างแน่นอน (งง?) แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ ทำไมเวปไซต์ที่มีการคัดลอกบนความจากเวปไซต์อื่นมา โดยที่ไม่มีแม้แต่การ rewrite เลยด้วยซ้ำถึงมีอินเด็ตอยู่ในฐานข้อมูลของกูลเกิ้ลได้ ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ google กำลังทำ นั้นก็คือโยงไปถึงเรื่องของ PANDA ซึ่งก็ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร อาจจะเป็นเพราะเพจเหล่านี้เกิดมาก่อน PANDA ซึ่งนั้นทำให้มันไม่รู้เหมือนกันว่าบทความอันใหนเป็นตัวต้นฉบับจริงๆ หรือ PANDA ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์กับภาษาไทยหรือภาษาที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ
แค่เจออะไรแปลกๆก็เลยเอามาแชร์กันครับ เริ่มทำ SEO มาได้สักพัก ก็ยังงงๆกับหลายๆอย่าง บางอย่างก็ยังไม่เข้าใจ สรุปว่าเวลาที่ผ่านมาผมก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลยอยู่ดี
Affiliate Program
Affiliate Program คือโปรแกรมที่อยู่ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ เป็นการขายการทำตลาดในรูปแบบใหม่ กล่าวคือ เมื่อผู้ผลิตสินค้าต้องการขายสินค้าของตน ตามวีธีเดิมก็จะเป็นการขายเองโดยตรง เช่น เปิดเวปไซต์ขึ้นมา หรือ อาจจะมีการขายผ่านเซลล์ หรือมี distributor อยู่ในพื้นที่ต่างๆ นั้นเป็นการขายในรูปแบบเดิมๆ แต่เมื่อมีการติดต่อซื้อขายแบบออนไลน์เกิดขึ้น จึงมีคำว่า Affiliate Program เกิดขึ้นมา
Affiliate Program มีการทำงานอย่างไร กล่าวคือ เมื่อผู้ผลิตสินค้าต้องการขายสินค้า ผู้ผลิตสินค้าจะมาประกาศตัวเป็นผู้ที่ต้องการขายสินค้าในเวป Affiliate ต่างๆ เช่น cj, clickbank, etc. โดยจะเรียกว่า Advertiser ซึ่งเวปที่เป็น Affiliate เหล่านี้จะไม่มีความหมายต่อผู้ซื้อสินค้าเลย แต่มีความหมายต่อผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ขายแทน เรียกว่า Affiliate Partner ซึ่งตัว Affiliate Partner นี้เองที่จะทำหน้าที่ขายสินค้าให้กับ Advertiser ซึ่งสิ่งที่ Affiliate Partner จะได้รับคือค่า commissions
สิ่งที่ Affiliate Partner ต้องทำในการขายสินค้าคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้มีลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้านั้นๆ เข้ามาที่หน้าสินค้าของ Advertiser ซึ่งถ้าหากมีการซื้อขายเกิดขึ้น Affiliate Partner นั้นจะได้ค่า commissions ไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ และนั้นทำให้เกิด PPC + Affiliate Program ขึ้นมาโดย Affiliate Partner นั้นได้นำสินค้าไปโปรโมตผ่านทาง Adwords, Adcenter, etc. โดยใช้ลิงค์ตัวสินค้าโดยตรงเป็นตัวโปรโมต หรือบางคนอาจจะทำ Landing Page ขึ้นมาก่อนเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจซื้อตัวสินค้า
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Affiliate Program ไม่อนุญาติให้มีการทำ direct link จาก search marketing campaigns โดยตรงและ google ก็ไม่อนุญาติเช่นกัน ที่อนุญาติคือต้องมีการทำ Landing Page ก่อนเท่านั้น ซึ่งก็มีบางคนที่ ทำ Landing Page แบบไม่มีคุณภาพ เช่น อัดลิงค์ของสินค้าเข้าไปโดยที่ไม่มีข้อมูลของตัวสินค้าเลย ต้องการแค่ให้ลูกค้าคลิกเข้าไปและซื้อสินเค้าเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ยาก หรือ บางคนอาจจะทำ Landing Page ที่มีข้อมูลของตัวสินค้าโดยไปก๊อปปี้จากชาวบ้านเค้ามา ซึ่งเวปพวกนั้นได้ถูก Affiliate Program เจ้าต่างๆแบนไปกันมากมาย
สิ่งที่ Google หรือ Affiliate Program ต้องการจริงๆก็คือคุณภาพของการค้นหาของตัวเองและสินค้าที่จะขาย google เองไม่ได้บอกว่าไม่อนุญาติให้ที่ Affiliate แต่ google ต้องการคุณภาพของการทำ Affiliate มากกว่าการสร้างเวปขยะเหล่านั้นขึ้นมา ซึ่งจะมองว่าเป็น SPAM ก็ได้ ถ้า Google จัดการกับตรงนี้ไม่ได้ อนาคตทางด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือของ Google คงจะลดลงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ Google ทำก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคราวนี้ Google เอาจริง
ข้างบนเป็นรูปของ Advertiser เจ้าหนึ่งของ cj จะเห็นว่าก่อนที่เราจะสมัครเข้าเป็น Affiliate Partner จะมีข้อตกลงบอกเอาไว้อย่างชัดเจน เช่น
1. ห้ามใช้ชื่อยี่ห้อเป็น keywords
2. หน้าทำ direct linking โดยตรงจาก search marketing campaigns
3. หากจะทำ landing page ก็ห้ามมีชื่อยี่ห้ออยู่ใน domain
นี้คือข้อตรงลงระหว่าง Advertiser กับ Affiliate Partner ซึ่งถ้าเราไม่ทำตามหรือไม่อ่านให้เข้าใจ Advertiser ก็มีสิทธิ์ที่จะลบเราออกจาก Program ทันที
PANDA
ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาผมมีงานที่จะต้องจัดการลิงค์ (backlink) ให้เวปไซค์เวปหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ได้เห็นและอยากจะแชร์ก็คือเรื่องที่ฮอตฮิต (ฮอตฮิตไปสัพักแล้วละ) เรื่องของ PANDA นั้นเอง สิ่งที่เห็นคือ เน็ตเวิร์คที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยที่ไม่มีประโยชน์อันใดต่อมนุษย์ชาติ เป็นขยะไซเบอร์ เป็นตัวกินเน็ตเวิร์คทราฟฟิก แบบไร้ประโยชน์ประยังอันใด ซึ่งนั้นก็คือ เวปที่ถูกสร้าง/ปั่นขึ้นมา โดยมีเนื่อหา content ที่ copy หรืออาจะ rewrite หรือ translate หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่ทำให้ content นั้นเปลี่ยนรูปแบบไป เพื่อหวังผลให้ content นั้นถูกมองว่าเป็น content ที่ unique ซึ่งเวปเหล่านั้นถูก PANDA กินเรียบ ถูก deindex กันเป็นแถวๆ
แต่ก็ยังมีบางเวปไซต์บางเน็ตเวิร์คที่ยังเหลือรอดมาอยู่ อาจจะเพราะอัลกอริธึมของ PANDA ยังไม่สมบูรณ์นักก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม google ได้ก็ได้เริ่มสร้างสังคมแบบยูโทเปีย สำหรับการค้นหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตขึ้นมาแล้ว ซึ่งนั้นคือ สิ่งที่คุณต้องการค้นหา คุณจะได้ในสิ่งนั้นจริงๆ และยังมีส่วนย่อยๆลงไปอีกเช่น ย้อนหลังจำนวนกี่วัน ค้นหารูปที่เป็นสี ขาวดำ หรือรูปวาด เรียกว่า Google ไปไกลกว่าที่ใครจะตามทัน สุดท้ายขยะไซเบอร์เหล่านั้นก็ถูกกำจัดไป
PANDA อาจะมีเรื่องของเนื้อหาที่มีความสดใหม่ เช่น เนื้อหาที่มีความสดใหม่ มีความเป็น unique ไม่ซ้ำใคร จะเป็นที่ซื่นชอบของ Googlebot มากว่าเนื้อหาที่ซ้ำและเก่ากว่า (เป็นความเชื่อส่วนตัว) นั้นหมายความว่าเวปไซต์ที่มีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลาจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า เข้าตามหลักของ Web 2.0 ในที่สุด
แต่มีข้อชวนคิดอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งที่ PANDA ทำไว้คือ PANDA ชื่อชอบเนื้อหาที่มีความสดใหม่ แต่ PANDA ยังไม่ได้เข้าใจในเนื้อหานั้นว่าพูดเกี่ยวกับอะไรมีประโยชน์สอดคล้องกับอะไรมากน้อยแค่ใหน หรือไม่อย่างไร ไม่แน่ ในอนาคตมันอาจจะมีการเข้าใจความหมายของเนื้อหาข้อความเหล่านั้นได้ เหมือนที่ Google ได้ทำกับ image search ที่สามาถค้นหา รูปวาด เหมือนจริง กราฟฟิก หรือแม้กระทั้งโทนสี นั้นแสดงว่า Google เริ่มมีการทำ Image Processing กับรูปภาพต่างในเวปแล้ว
Local SEO
วันนี้ผมอยากจะเขียนเกี่ยวกับ Local SEO เก็บไว้กันลืมสักหน่อย นั้นคือการค้นหาสถานที่/บริการในพื้นที่หนึ่งๆ ซึ่งผมได้เคยเขียนไว้แล้วที่ http://www.wardnep.com/04/23/596/ ซึ่งณ.ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่ามันมีชื่อเรียกว่าอะไรมีวิธีการทำเหมือนการทำ SEO ทั้วไปหรือไม่อย่างไร ซึ่งจากการที่ผมได้ทดลองทำมาและเวปไซต์ที่ทำการทดลองนั้นได้ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ต้องการ, แสดงในหน้าแรก ก็เลยอยากจะเขียนเทคนิดไว้กันลืมสักหน่อยครับ
1. Detailed Information ข้อมูลที่ต้องกรอกในหน้าของ Google Place ต้อง/ควร ครบถ้วนและละเอียดในทุกๆอย่างๆ โดยเฉพาะในส่วน Basic Information ส่วนที่สำคัญคือ description ควรจะมี keywords ผสมเข้าไปด้วย แต่ต้องไม่มากมายจนดูแล้วเป็นการ SPAM (การ SPAM เป็นการทำ SEO ที่ห่วยและไร้ซึ้งความเป็นศิลปะ) และส่วนที่สำคัญที่สุดจริงคือ category ตรงนี้จะเกี่ยวเนื่องกับ keywords ที่เรากำหนดโดยตรง แบบว่ากำหนด keyword ใหนก็แลือก keyword นั้นเป็น category ไปเลย ตรงนี้จากประสบการณ์ตรงล้วนๆครับ
2. Citations and Reviews ต้อง/ควร จะมี reviews ในทางบวก(5 star) ต่อเวปเป้าหมายของเรา ยิ่งมากยิ่งดี โดยอาจจะสร้าง account ขึ้นมาเพื่อจัดการในส่วนนี้ และเช่นเดียวกับการทำ SEO ซึ่งต้องมีการสร้าง Links กลับมายังเวปเป้าหมายที่ต้องการทำ SEO แต่ในการทำ Links ให้กับ Local SEO นั้นควรจะมี ชื่อของธุรกิจ, ที่อยู่ และเบอร์โทรประกอบอยู่ด้วย ลิงค์พวกนี้หาได้จากเวปจำพวก yellow page ต่างๆ
3. Visible Consistency ข้อมูลเกี่ยบกับที่อยู่ควรจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและสอดคล้องกัน ตรงกันระหว่าง Google Place และข้อมูลใน Yellow Page หรือ Web directory ต่างๆ
3.1 Website ข้อมูลที่อยู่ในเวปต้องเป็นง่ายในการอ่าน (ในสายตาของ Google bot) หลักการเดียวกับการทำ SEO
3.2 Real Text ข้อมูลควร/ต้องอยู่ในรูปแบบของ real text และควรจะมี address อยู่ในทุกหน้า (ในส่วนของ footer) และ address นั้นควร/ต้องอยู่ในรูปแบบของ Microformatting
3.3 KML and Geo Sitemaps ทำการ submitted KML and Geo Sitemaps ด้วย
แค่นี้เวปของคุณก็จะติดอันดับเข้าไปอยู่ใน Local Search/Google Map/Google Place แล้วแต่จะเรียกเรียบร้อยแล้วครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลเวปไซต์ที่คุณใส่เข้าไปนั้นต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและมีการปรากฏอยู่ในสถานที่นั้นจริง เนื่องจากการค้นหาแบบ Local Search เป็นการค้นหาที่จำกัดมากๆ คือแค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และในการค้นหาแบบจำกัดของ Local Search นั้น Traffic ที่เข้ามาก็จะเป็น Traffic ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายของเราจริง เป็นกลุ่มคนที่ค้นหาบริการของเราในพื้นที่นั้นจริงๆ
Blog Posting with XML-RPC
สำหรับคนที่ทำ SEO หลายคนคงเคยทำ network ส่วนตัวกันมาบ้างพอสมควร ไม่ว่าจะใช้ networks เหล่านั้นเป็นสะเหมือน web farm ที่จะสร้างลิงค์มายังเวปเป้าหมายหรือแม้กระทั่งจัดการเวปเป้าหมายโดยตรง แต่การจัดการ network/blogs เหล่านั้นมีความยุ่งยากและใช้เวลามากพอสมควร หลายคนจึงเลือกที่จะเสียเงินซื้อ tools ต่างๆมาใช้ เช่นพวก BMG, scrapbox ต่างๆ ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันมีข้อดีข้อเสียอย่างไรเพราะไม่เคยใช้ tool ที่ผมใช้ในการจัดการ network/blogs เหล่านั้น เขียนขึ้นมาเอง โดยเป็นการทำงานผ่าน protocol XML-RPC ซึ่งถ้า blogs เหล่านั้น enable XML-RPC ก็จะสามารถจัดการ blogs ได้ผ่าน protocol XML-RPC
วันนี้ผมเลยอยากเอาโค้ดมาแปะไว้กันลืมและเผื่อผู้ที่สนใจบ้างสักหน่อย การทำงานของโค้ดก็ตรงไปตรงมา ผมจะไม่ขออธิบายอะไรมากนัก ก่อนอื่นต้องโหลด include file ตัวนี้ก่อนโค้ดถึงจะทำงานได้นะครับ IXR_Library.inc
require_once("IXR_Library.inc");
$id = $_POST["id"];
$title = $_POST["title"];
$body = $_POST["body"];
$category = $_POST["$category"];
$tags = $_POST["tags"];
$blogURL = $_POST['BlogURL'];
// set it to false in Production Environment
$client->debug = false;
// encode needed
$title = htmlentities($title , ENT_NOQUOTES, "UTF-8");
$tags = htmlentities($tags ,ENT_NOQUOTES, "UTF-8");
$content = array('title'=>$title,
'description'=>$body,
'mt_allow_comments'=>0, // 1 to allow comments
'mt_allow_pings'=>0, // 1 to allow trackbacks
'post_type'=>'post',
'mt_keywords'=>$tags,
'categories'=>array($category),
'custom_fields' => array($customfields));
// create the client object
$client = new IXR_Client($blogURL . "xmlrpc.php");
$username = $_POST['Username'];
$password = $_POST['Passwd'];
// last parameter is 'true' which means post immideately, to save as draft set it as 'false'
$params = array(0,$username,$password,$content,true);
// run a query for PHP
if (!$client->query('metaWeblog.newPost', $params)) {
die('An error occurred - '.$client->getErrorCode().": ".$client->getErrorMessage());
} else {
// post blog success
// do what ever you want here
}
Synchronous AJAX calls
วันก่อนผมเจอปัญหาอย่างหนึ่ง ในการสร้าง request ด้วย AJAX เป็นที่รู้กันดีว่า request ที่ออกไปจะมีการทำงานแบบ Asynchronous และด้วยความสามารถของ HTML+JavaScript ทำให้เราสามารถตอบสนอง response ที่กลับมาได้โดยสะดวกมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอ response ที่ยังไม่กลับมา

ปัญหาที่ผมเจอคือ ในการยิง request ครั้งละมากๆ เช่น 500 request และในแต่ละ request มี overhead และ process/server time ที่สูงมากๆ การทำงานของ script นั้นมันจะผิดพลาด ผลลัพธ์ที่เจอคือ มีแค่ request สุดท้ายเท่านั้นที่ reponse กลับมา ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาจากตัว host ที่ผมเช่าอยู่ก็ได้ ซึ่งเป็นแบบ share host นั้นไม่ยอมให้มี request ไปที่ไซต์อื่นๆ, ในกรณีของผมเป็นลักษณะ Cross-site แต่เป็น การทำ Cross-site ที่ฝั่ง server, browser รุ่นใหม่จะมีการป้องกันหรือแจ้งเตือน ในกรณีที่มีการทำ Cross-site ที่ฝั่ง client เหตุผลเรื่อง security
กลับมาที่ปัญหาของ host ของผม เท่าที่วิเคราะห์เองน่าจะเกิดจาก
1. server ไม่ยอมให้มี request ไปที่ site ที่มีลักษณะเป็น Cross-site มากกว่าหนึ่ง site ณ.เวลาเดียวกัน
2. server ไม่ยอมให้มีการทำ Cross-site
และเนื่องจาก application ที่ผมเขียนขึ้นมา มีการจัดการ response แบบ Asynchronous คือจัดการ response แบบไม่เรียงลำดับ อธิบายเพิ่มเติมแล้วกันว่า application ของผมมีการยิง request ไปในหลายๆ site เพื่อดึงข้อมูลอะไรบางอย่างจาก site เหล่านั้น ซึ่งข้อมูลที่ได้กลับมาก็จะถูกจัดการแบบ Asynchronous และแสดงผลที่หน้าจอ แต่ผมไม่สามารถใช้การทำงานแบบ Asynchronous Ajax calls ได้
สิ่งที่ผมต้องทำคือ สร้าง request แบบ Synchronous Ajax calls โดยยิง request ไปครั้งละหนึ่ง site และจัดการ response data ตรงนั้นให้เสร็จทีละอันไป code จากการค้นคว้าใน internet และจับ code เหล่านั้นมายำๆรวมกัน มั่วๆบ้าง ลองผิดลองถูก สุดท้ายก็ได้ code นี้ออกมาครับ
var isProgress = false;
// Synchronous Ajax calls handler function
function syncAjaxHandler() {
isProgress = false;
makeAjaxCall();
}
function makeAjaxCall(){
if (!isProgress) {
isProgress=true;
// send a request
makeRequest();
// call itself
makeAjaxCall();
} else {
// if current request is work in progess, wait 500ms.
setTimeout("makeAjaxCall()", 500);
}
}
function makeRequest() {
var xmlHttp;
if (window.XMLHttpRequest) {
// code for IE7+, FF, Chrome, Opera, Safari
xmlHttp=new XMLHttpRequest();
} else {
// code for IE6, IE5
xmlHttp=new ActiveXObject("Microsoft.XMLHTTP");
}
xmlHttp.onreadystatechange=function() {
if (xmlHttp.readyState==4 && xmlHttp.status==200) {
// do someting with response text
var response = xmlHttp.responseText;
// job done
isProgress=false;
}
}
xmlHttp.open("GET", "somewhere");
xmlHttp.send();
}
บรรดทัดที่สำคัญคร่าวๆมีดังนี้
isProgress = false;
ในบรรทัดที่ 1 isProgress ที่จะบอกว่าในขณะนั้นมี work ของ request ปัจจุบัน in progress อยู่หรือป่าว ถ้ายังมีอยู่ก็จะยังไม่มีการยิง request ถัดไป จนกว่า request นั้นจะ response กลับมา
setTimeout("syncAjaxCall()", 500);
ในบรรทัดที่ 20 ถ้ายังมี progress อยู่ก็จะยังไม่สร้าง request ใหม่ขึ้นมา ให้รอไปอีก 500ms
isProgress=false;
ในบรรทัดที่ 41 เมื่อ job done เซ็ต isProgress เป็น false เพื่อบอกว่าสามารถสร้าง request ใหม่ได้แล้ว
นั้นคือโค้ดที่ทำ Ajax calls ให้มีการทำงานแบบ Synchronous ทั้งๆที่ข้อด๊และคุณสมบัติของ Ajax คือ Asynchronous งงมั้ย?? และบล็อกนี้เป็นบล็อกที่ผมเขียนขึ้นเอง อาจจะผิดจะถูกบ้างในคอนเซ็ปหรือคำศัพท์ต่างๆ เพราะตอนที่เขียนมันขึ้นมาผมก็มั่วเอา เลยอยากเขียนเก็บไว้กันลืม และเผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยกับใครสักคน
ภาพจาก adaptivepath.com
คำถาม?
ในช่วงหลายวันมานี้ ผมได้ตั้งคำถามขึ้นมาในใจหลายๆคำถาม เป็นคำถามที่ชัดเจนบ้างไม่ชัดเจนบ้าง ในตัวคำถามเอง อาจเป็นเพราะชีวิตผมเหมือนมีอะไรบางอย่างขาดหายไป ไม่ใช่! อาจพูดว่ายังตามหาอะไรบางอย่างไม่เจอมากกว่า และที่สำคัญคือว่าผมไม่รู้ด้วยว่า อะไรสิ่งนั้นมันคืออะไร
วันก่อนผมได้หนังสือมาเล่มหนึ่ง สะพานไผ่เหนือสายน้ำเชี่ยว โดยผู้เขียน เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งธรรมดาผมจะอ่านงานของท่านไม่ค่อยรู้เรื่อง จากประสบการณ์ที่เคยอ่านงานของท่านมาบ้างสองสามเล่ม แต่เล่มนี้ ผมอ่านทีเดียวจบ ในเล่มเป็นการเล่าเรื่องชีวิตของตัวท่านเองตั้งแต่เด็กจนโตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งอาจารย์เสกสรรค์ เป็นคนที่ตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเองอยู่ตลอดเวลา พยายามค้นหาอะไรบางอย่างตลอดเวลา ซึ่งก็ทำให้ชีวิตท่านต้องผลิกผลันไปจนสุดขั้นที่คนอย่างเราจะคาดถึง ซึ่งในอีกแง่หนึ่งมันก็เหมือนเป็นนิยายผจญภัยสุดมันเรื่องหนึ่ง แต่ผิดกันที่มันเป็นเรื่องราวของคนที่มีชีวิตอยู่จริง และยังมีชีวิตอยู่ในปัจุจบัน
ในฐาณะที่ผมก็เป็นคนที่เิกิดที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในพื้นที่ที่มีการสู้รบกับระหว่างสองฝ่ายคือ ฝ่ายรัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือที่ฝ่ายรัฐบาลเรียกว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในพื้นที่สีแดง ซึ่งในขณะนั้นผู้เป็นบิดาของผมได้ปฏิบัติภาระกิจรับราชการอยู่ในพื้นที่นั้น ในช่วงจังหวะเดียวกันกับที่อาจารย์เสกสรรค์ หรือ สหายไทในขณะนั้นได้เข้าร่วมกับพรรดคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผมจึงรู้สึกภูมิใจอยู่เล็กๆว่าชีวิตผมก็มีอะไรคาบเกี่ยวในประวัติศาสตร์ส่วนนั้นอยู่บ้าง
และย้อนไปหลายปีผมก็เคยได้อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง อีกฟากฝัน บันทึกแรมทางของชีวิต โดยผู้เขียน จิระนันท์ พิตรปรีชา นักเขียนซีไรต์และผู้หญิงของอาจารย์เสกสรรค์ ผู้หญิงที่หนีเข้าป่า บินไปปารีส เข้าปักกิ่ง เดินเท้าเข้า เวียตนาม ลาว และประเทศไทย ณ.ที่ตั้งของพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยในป่าแถวรอยต่อจังหวัดน่านและจังหวัดไซยบุรีของสปป.ลาว ผู้หญิงที่ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกให้อาจารย์เสกสรรค์ในป่านั้น ในขณะเดียวกันกับที่มีการเคลื่อนไหวของขบวนการพรรคคอมมินนิวส์แห่งประเทศไทย ซึ่งหวังจะเปลี่ยนประเทศไทยทั้งหมดเป็นคอมมิวนิสต์
ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มเป็นเรื่องเดียวกัน โดยเขียนจากคนสองคนที่เดินทางชีวิตร่วมกัน ก็เขียนไปเรื่อยเปื่อยซึ่งณงตอนนี้ผมก็ไม่รู้จะจบมันลงอย่างไร ไม่ต่างกับแววตาของอาจารย์เสกสรรค์ ในรายการโทรทัศน์วันนั้นที่ยังไม่มีคำตอบใด ในขนาดที่บรรยายการการเมืองไทยยังลุมๆดอนๆเต็มไปด้วยความรุณแรงและขัดแย้ง อาจารย์เสกสรรค์ เลือกที่จะปลีกตัวเองออกมาจากสิ่งนั้น สิ่งที่อาจารย์เคยเอาตัวเองหรือชีวิตทั้งชีวิตเข้าต่อสู้ ซึ่งสุดท้ายการเมืองไทยก็ยังไม่ไปถึงใหน ผมไม่รู้ว่าในแววตานั้นอาจารย์คิดอะไรอยู่?
บล็อกนี้ตอนแรกตั้งใจจะทำให้เป็น portfolio ของตัวเองเก็บงานต่างๆที่เคยทำมา เพื่อการนำเสนอต่อผู้ที่สนใจได้ง่ายขึ้น สุดท้ายก็เหมือนจะกลายเป็นที่ที่เอาไว้ให้เจ้าของบล็อกมาบ่นระบายและเขียนเรื่องไร้สาระต่างๆไว้ซะงั้น
The Oriental Thai Massage Cronulla
The Oriental Thai Massage Cronulla, Siam Relaxing Oil Massage Deep Tissue Massage Traditional Thai Massage Hot Stone Massage Reflexology Facial and Body Scrub Spa Packages
Google places SEO/Ranking?
สำหรับการ search ใน google หลายๆครั้งที่ผลลัพธ์ที่แสดงออกมานั้น บางส่วนเป็นผลลัพธ์ที่มาจาก google places ซึ่งส่วนมากเกิดขึ้นจากการค้นหาสถานที่หรือบริการต่างๆ เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร แล้วมันสำคัญตรงใหน?
สำคัญตรงที่ว่า ถ้าคุณทำ SEO ให้สินค้าบริการหรือสถานที่ต่างๆ ผลลัพธ์ในส่วนของ google places จะมีความละเอียดกว่ามาก คืออะไร? สำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาบริการหรือสถานที่ต่างๆ สิ่งที่เขาต้องการคือ สถานที่นั้น อยู่ที่ใหน ทำอย่างไรไป ไปทางใหน สินค้าบริการนั้นราคาเท่าไร ความคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้บริการมาเป็นอย่างไง ตัวอย่างคร่าวๆของสินค้าหรือบริการนั้น วันเวลาทำการเปิดปิดกี่โมง มีบริการเสริมอะไรหรือไม่ ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้มีอยู่ใน google places ซึ่งมันสะดวกกว่าตรงใหน
สมมุติถ้าเป็นวิธีการแบบเก่าคือ สมมุติคุณต้องการค้นหาโรงแรมสักแห่งในลอนดอน คุณอาจจะต้องค้นหาด้วย keywords ว่า "hotel london" ซึ่งผลลัพธ์ที่คุณได้ก็จะเป็นรายชื่อเวปไซต์ที่ทำ SEO แข่งกันมาอย่างบ้าเลือดสิบเวปผู้อยู่รอดในหน้าแรก แล้วไงต่อ คุณก็ต้องเข้าไปในเวปทีละเวปเพื่อที่จะหาข้อมูลทั้งหมดเหล่านั้น ซึ่งมันจะสะดวกกว่ามั้ยถ้า google places ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆเหล่านั้นมาให้แล้ว รวมไปถึง reviews ที่เวปอื่นๆเขียนถึงเวปนั้นด้วยในขณะเดียวกัน
นี้คือตัวอย่างผลลัพธ์ที่มีผลลัพธ์ที่มาจาก google places แสดงแทรกอยู่ด้วยในส่วนที่ทำสีเหลืองไว้ และผลลัพธ์ที่มาจาก google map ในส่วนสีเหลืองทางขวามือสุด ผลลัพธ์ที่มาจาก google places ละเอียดกว่ามาก อย่างไรแสดงในรูปด้านล่าง
นี้คือคร่าวๆของ google places ส่วนการทำ SEO สำหรับ google places นั้นจะขอเขียนไว้ในครั้งหน้า ซึ่งจริงผมก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร google places SEO???, google places ranking??? ฯลฯ ที่ผมเขียนไปก็เขียนมาจากประสบการณ์ตรงที่ได้ทำมา และอยากจะแชร์ความรู้ลงไปในอินเตอร์เน็ตบ้าง เพราะผมก็ได้ความรู้ได้อะไรหลายๆอย่างจากโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนกันครับ
XML-RPC
XML-RPC เป็นสิ่งที่วนเวียนอยู่ในการทำงานในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา สำหรับการเขียนโปรแกรมเลียนแบบ scrapbox เนื่องจากไม่อยากเสียตังค์ซื้อ(งก)! และอยากได้โปรแกรมที่ตอบสนองการทำงานของตัวเองโดยสมบรูณ์มากกว่า
XML-RPC เป็นวิธีการหนึ่ง (ไม่เชิงที่จะเรียกว่า protocol?) ที่กำหนดวิธีการและข้อมูลที่ทั้งสองฝั่ง server และ client จะสามารถสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยที่ไม่จำเป็นหรือต้องคำนึงว่าทั้งสองฝั่งใช้ภาษาอะไรในการพัฒนาโปรแกรมและทำงานอยู่บนระบบปฎิบัติการอะไร โดยข้อมูลที่ใช้ส่งผ่านระหว่างสองฝั่งคือ XML และมีการทำงานผ่าน Application Layer (HTTP)
ยกตัวอย่าง wordpress ซึ่งพัฒนาขึ้นมาด้วย PHP ได้ทำการเขียน API ต่างๆเช่น post blog, delete blog และ API อื่นๆในการทำงานกับ wordpress blog, http://codex.wordpress.org/XML-RPC_wp. ซึ่งเราสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมา ด้วยภาษาอะไรก็ได้ เพื่อเรียก API เหล่านี้ โดยผ่าน XML-RPC ซึ่งสิ่งที่เราได้มาก็คือ wordpress admin แบบ remote ซึ่งเราก็สามารถขยายความสามารถเหล่านี้ เพื่อให้โปรแกรมของเราสามารถจัดการ blogs ทั้งหมดที่เรามีอยู่ในมือได้ด้วยโปรแกรมโปรแกรมเดียว โดยแล้วแต่ว่าเราจะต้องการแบบใหน หวังว่าคงจะเป็นประโยขน์และช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานลงมาได้บ้างคับ
ปล. รูปนั้นเขียนเองกับมือ 555+
wbm
ในที่สุดก็เขียนเสร็จสักทีอาจจะไม่เทพเท่า scrapbox แต่เลือกเฉาพะสิ่งที่ได้ใช้จริงๆ สรุปสิ่งที่ใช่มีดังต่อไปนี้
1. XML-RPC for PHP สำหรับติดต่อกับ blog ทั้งหมด post blog, count blog posted หลักๆก็มีแค่นี้
2. HTML, PHP, javascript, jQuery, Ajax, JASON สำหรับการทำงานในส่วนของ UI ทั้วไป
3. Google Translate API สำหรับ feature ของการแปล content เป็นภาษาต่างๆ
4. PHP: cURL, PHP: XML Parser สำหรับการดึง article จากเวปต่าง (วิธีการไม่เปิดเผย)
5. Article Spinning API (เขียนเอง)
ก็อาจจะเป็นโปรแกรมเล็กๆที่กำลังจะทดสอบการใช้งาน ซึ่งก็ยังไม่รับประกันอะไรไรถึงประสิทธิ์ภาพของการผลลัพธ์ที่ออกมา ติดต่อหลังไมค์ได้สำหรับวิธีการแบบแจะลึก แนะนำได้เท่าที่แนะนำได้คับ ของเวลาทดสอบและพัฒนาต่อสักสามสี่เดือนถ้าได้ผล แผนการต่อไปคือทำเป็นโปรดักออกมาครับ
Atom Publishing Protocol
จาก post ที่แล้วเกี่ยวกับ iMacros สคริปที่ทำออกมาทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ(เลย) เนื่องจาก iMacros มันอ่อนไหวเกินไป เป็นสคริปที่แค่ทำการจดจำการกระทำเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้งานกับสิ่งที่ต้องการได้ดีเลย สำหรับงานที่ซับซอนเกินไป คราวนี้เปลี่ยนแนวทางใหม่ครับ หันมาใช่ AtomPub แทน

AtomPub เป็น protocol ที่ใช้สำหรับจัดการ blog แบบ remote เรียกว่าไม่จำเป็นต้อง login เข้าหน้า site admin ก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องการทำก็คือเขียนโปรแกรมตัวหนึ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น app base หรือ web base ก็ตาม โดยโปรแกรมตัวนี้จะทำงานบน AtomPub เพื่อจัดการ blog ทั้งหมดที่มี แบบอัตโนมัตกันเลยทีเดียว
ผลที่ออกมาก็คือโปรแกรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีอย่างยิ่ง เรียกว่างานนี้สบายกันเลยที่เดียว เหลือโปรแกรมอีกแค่ตัวเดียวเท่านั้นที่ต้องการก็คือ โปรแกรมที่เป็นตัวหา content (unique content) มาเพื่อป้อนให้กับโปรแกรมตัวนี้ทำงานต่อไป ส่วนเรืองการทำงานบน AtomPub จะมาอธิบายแบบละเอียดภายหลัง โดยจะเน้นที่ wordpress เป็นหลักครับ
imacros
กำลังซุ่มครับช่วงนี้ ซุ่มเขียนสคริปอยู่ตัวหนึ่ง เรียกได้ว่าถ้าเขียนเสร็จ ทำการทดสอบ แล้วถ้ามันทำงานได้สัก 70% ของที่คิดไว้ก็เรียกได้ว่า สคริปตัวนี้จะมาแบ่งเบาภาระการทำงานไปได้เกินกว่าครึ่งแน่นอน เรียกว่าจะสบายขึ้น ที่ตั้งหน้าตั้งตาเขียนสคริปตัวนี้ก็เพราะว่าขี้เกรียจคับ ขึ้เกรียจที่จะมานั่งทำอะไรเองซ้ำๆซากๆ แต่ก็แน่นนอนอยู่แล้วว่าการทำอะไรด้วยมือล้วนๆมัน การันตีร้อยเปอร์เซนต์ว่า content นั้นเพียวจริงๆสำหรับ bot ต่างๆ แต่สคริปตัวนี้เป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ซึ่งยังคงเหลือบางส่วนที่ต้องทำด้วยมืออยู่อย่างตั้งใจ เช่น ส่วนของ content ซึ่งต้องเป็น unique ซึ่งจะไปหามาด้วยวิธีใหนก็ตามแต่ (มีสคริปอีกตัวทำหน้าที่นี้) แล้วก็แน่นอนครับ สคริปนี้เขียนขึ้นมาด้วย imacros บวกกับ engine ของ MS .NET นิดหน่อย ใกล้จะเสร็จเต็มที่แล้ว อาทิตย์หน้าคาดว่าน่าจะได้ทดสอบความสามารถของมันอย่างแน่นนอน
สำหรับ imacros เหล่าเทพๆหรือบรรดา underground ต่างๆ คงจะใช้งานหรือเขียนสคริปเทพๆกันมาเยอะแยะมากมาย เห็นขายกันในตลาดเยอะแยะมากมาย ทั้งตลาดบนดินและใต้ดิน เช่นพวก 1 click submitted 200+ network อะไรเทือกนี้ก็ตามแต่ ซึ่งก็ไม่เคยซื้อมาใช้กับเค้าสักที เหตุผลคงเพราะอยากจะคงความสนุกในการทำงานไว้อยู่ เช่น การได้ทำอะไรต่างๆด้วยตัวเอง เขียนโปรแกรมก็ยังเป็นอะไรที่สนุกอยู่ ค่อยๆศึกษาเรียนรู้กันไป
แต่ไม่ชอบ interface imacros ของ chrome เลย ธรรมดาเป็นคนที่ทำงานอะไรบน chrome อยู่แล้วเรียกได้ว่าเกือบ 98% จากงานทั้งหมดทำบน chrome เรียกได้ว่าชื่นชอบใน performance ของ chrome มากๆ แต่มาเจอกับตัว plugin imacros ของ chrome นี้มันเซ็งจิตจริงๆ เรียกว่าทำงานไม่สะดวกเอามากๆ แต่อาจจะเป็นเพราะว่าคุ้นเคยกับของ firefox มากกว่า ก็ไม่แน่ใจ
บ่นเป็นยายแก่เลยวันนี้ ไปทำงานแล้วคับ
ปัญหาจากการสร้าง network ส่วนตัว
สำหรับคนที่สร้าง network ส่วนตัวขึ้นมาเพื่อที่จะสร้าง link wheel หรือสร้าง backlink หรือ นักปั่นเวปสำหรับทำ adsense ปัญหาใหญ่ที่คิดว่าทุกคนต้องเจอก็คือเรื่องของ content จากประสบการณ์ที่ได้ทดลองสร้าง nwtwork ส่วนตัวขึ้นมาปัญหาหลักๆที่พบคือ
1. content ที่สร้างมานั้นไม่ติด index ใน google ซึ่งเท่ากับ content นั้นไม่มีความหมายใดเลยสำหรับ google ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่มีความหมายใดต่อการทำ SEO ด้วยเช่นกัน
2. การหา unique content ปัญหาคืดจะหา unique content มาได้อย่างไร ซึ่งตามสเต็ปทั้วไปก็คือการทำ arctic rewriting ซึ่งมันได้ผลมากน้อยแค่ใหน สำหรับคนที่ไม่แตกภาษาอังกฤษ content ที่ rewrite มานั้น แน่นนอนว่าฝรั่งอ่านไม่รู้เรื่อง ซึ่ง content แบบนี้ เท่าที่ได้ทดลองทำมาปรากฏว่า ไม่ติด index ใน google ซึ่งเป็นไปแล้ว แน่นอนว่าถ้าเป็นคนทั้วไปมาอ่าน content นี้ไม่ติด index แน่นอน เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่สำหรับ bot ของ google มันรู้ได้อย่างไรว่า content นี้มันถูก rewrite มา ซึ่งน่าสนใจมาก
3. สำหรับท่านที่สร้าง network ส่วนตัวจาก free blog ทั้วไป ปัญหาที่เจอหลักคือการถูก suspended เนื่องจากถูกตรวจสอบด้วยระบบอะไรตามแต่ของเวปนั้น แล้วทำให้ทราบว่าบล็อคที่เรากำลังสร้างขึ้นมานั้นเป็นการปั่นขึ้นมา
นี้คือปัญหาหลักๆที่เจอจากการทดลองสร้าง network ส่วนตัวขึ้นมา ซึ่งเป็นปัญหายุ่งยากที่เกิดขึ้นซึ่งก็ต้องหาทางแก้ไขกันต่อไปคับ
ตะลุยป่า Amazon

จะลุยป่าแล้วครับ ป่าอเมซอนด้วย เพราะว่าดูจากแนวทางที่ศึกษามาทั้งหมดก็พอจะมีแนวทางที่คิดว่าน่าจะลองทำดู ความรู้เรื่อง SEO, PPC ก็พอมีบ้างเล็กน้อย คิดว่าน่าจะถึงเวลาสักที
1. ปั่นเวปขึ้นมาเน้นจำนวนมากเข้าไว้ กระจายตัวไปในหลาย keywords ใช้ script เป็นตัวช่วยในการจัดการสิ่งค้าต่าง
2. ไม่เน้นทำเวปจำนวนมาก เจาะไปใน keyword เป็นตัวๆโดยเฉพาะเจาะจงไปเลย ทุกอย่างทำด้วยมือไม่มีการใช้ script ใดๆ
3. เริ่มแรกด้วยการใช้ host และ domain ฟรีก่อนเพิ่มดูแนวทางและวิธีการในการสร้างเวปและระบบทั้งหมด รวมถึงการวิเคราะห์ keywords ที่เป็นไปได้และน่าจะพอขายได้โดยเน้นไปที่ Niche Keywords ก่อน หรือใช้ astore ของ amazon ไปเลย
4. จัดการเรื่อง host และ domain โดยทั้งหมดต้องอยู่ที่อเมริกาหรือยุโรป เพื่อเน้นตลาดอเมริการและยุโรปเป็นหลัก
5. เรื่องการโปรโมตคงเน้นไปที่ SEO เป็นหลักยังไม่อยากเสี่ยงกับ PPC แต่ในบางคีย์เวริค์สามารถทดลองกับ PPC เปรียบเทียบว่าคุ้มหรือไม่กับ conversion rate ที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับ cost ทั้งหมด
6. ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม
มันเหมือนการตะลุยป่าเลยจริงๆ ทุกอย่างรู้แค่คร่าวๆหรือคิดว่าจะศึกษาเส้นทางมาดีแล้วก็ตาม แต่การตะลุยป่าเราไม่รู้เลยว่าอะไรมันจะรออยู่ข้างหน้า ต้องลุยไปเท่านั้นถึงจะรู้ และแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆไป
5 albums to die for
5 albums to die for มีน้องคนหนึ่งถามมา แบบว่าถ้าต้องไปติดเกาะตลอดชีวิตจะเอาซีดีอะไรไปบ้าง 5 แผ่นเท่านั้น

1. Dookie, GreenDay 1994 ของแท้และแน่นอนนึกออกได้มาจากไขสันหลังเลยทีเดียว ย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น เป็นวงนี้เองที่เปิดโลกของดนตรีทั้งหมด มีทั้งความรุนแรงความดิบเถื่อนความไม่ปราณีตทุกอย่างอยู่ในนั้น แต่มีเสน่ห์เป็นบ้า ให้ตายเถอะ

2. (What's the Story) Morning Glory?, Oasis 1995 ไล่กันมากับวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตและยังคงยิ่งใหญ่มาถึงวันนี้ ไม่มีคำบรรยายใดจะอธิบายได้ดีกว่านี้ เป็นสิ่งที่วัยรุ่นเราต้องก้าวข้ามผ่าน!

3. The Bends, Radiohead 1995 แทบอยากจะปาทิ้งถังขยะในทันทีที่ฟังครั้งแรก ก่อนหน้านั้นรู้จัก Radiohead จากเพลงดังของอัมบัลก่อนหน้านั้น, creep. มันมาก ก้าวร้าว และมีท่องฮุกที่รุนแรงตามประสาเพลงอันเทอเนทิฟฝั่งอังกฤษตอนนั้น แต่ใน The Bends มันเปลี่ยนไป มันปราณีตกว่านั้น มันลึกกว่านั้น มันมีรายละเอียดมากกว่านั้น มันเลยไม่ตอบสนองความรู้สึกวัยรุ่นมันๆในตอนนั้น แต่ฟังอีกหลายรอบเข้าจึงเพิ่งรู้ว่านี้มันของดีนี้หว่า และมันก็เป็นธรรมชาติของวงนี้ไปแล้วที่จะมีการเติบโตแบบก้าวกระโดดไปในทุกๆอัมบัลที่ออกมา

4. Nevermind, Nirvana, 1991 ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับหลายคน ไม่ใช่อัมบัลแรก แต่เป็นอัมบัลที่ทำให้ทุกคนรู้จัก Nirvana อย่างน้อยหนึ่งเพลงแน่นอน, Smells Like Teen Spirit. กล้าพูดได้เลยว่าเพลงของ nirvana อยู่กับเราในทุกช่วงเวลา ดีใจ เสียใจ เหงา เศร้า เสียใจ รัก หมดรัก อกหัก ฯลฯ ขอบคุณมากๆ จากเด็กยุด90's

5. Think Tank, Blur 2003 อัมบัลใหม่ที่สุดจากทั้งห้าอัมบัล ปี 2003 เราเติบโตมากขึ้นประสบการณ์มากขึ้น ผ่านอะไรๆมามากขึ้น สิ่งต่างๆเก็บสะสมเพาะบ่มออกมาเป็นตัวของตัวเองในที่สุด และอัมบัลนี้โตตามเรามา จนทำให้คนที่โปร oasis อย่างเราเองเลือกที่จะมาฟัง blur และกล้าที่จะพูดออกมาเลยว่า blur ให้อะไรกับเพลง(music) มากกว่า oasis
หมดแล้วห้าอัมบัล ซึ่งทั้งห้าไม่ได้คิดหรือเตรียมการใดมาก่อน นึกออกมาเขียนได้ในทันที จะเห็นว่าทั้งหมดเป็นเพลงในช่วงวัยรุ่นทั้งหมดเลย ยุดที่ฟังด้วยความรู้สึก ไม่มีพื้นฐานอะไรใดๆทั้งสิ้น นึกถึงช่วงนั้นจังเลย เป็นโฟสตที่นอกเรื่องมาก แต่ไปๆมาๆก็อยากให้มีโฟสตแบบนี้เยอะๆเหมือนกันแฮะ
SEO & etc.
ช่วงอาทิตย์ก่อนได้ทำการส่งงานให้ลูกค้าไปอีกเจ้าหนึ่ง เป็นงาน SEO ของบ.ทัวร์แห่งหนึ่ง จากที่ตกลงกันคือ TOP3 เท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ตามที่ตกลงกัน คิดว่างานนึ้โหดหินที่สุดเท่าที่เคยทำมาแล้ว จากคู่แข่งที่อยู่ในหน้าแรก ซึ่งมี PR สูงๆกันทั้งนั้น แต่เวปของลูกค้าเรา PR=0 แต่สามารถเบียดมาอยู่ใน TOP3 ได้ นั้นหมายความว่า PR ยังมีความสำคัญในการจัดอันดับอยู่หรือป่าว เซียนๆบอกว่าไม่ หลายๆคนบอกว่าไม่แน่ใจ เราบอกว่าไม่รู้
จากที่เรียนรู้มาในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องของอันดับจะเป็นเรื่องของลิงค์มากกว่า คุณภาพของลิงค์ ลิงค์นั้นๆมาจากใหน จากที่ที่เดียว หรือว่าหลากหลายไอพี หลากหลายประเทศหรือป่าว มีจำนวนมากแค่ใหน ส่วนในเรื่องของ content ใน page จะเป็นตัวตัดสินในเรื่องของ keyword อย่างเช่น เราเปลี่ยน title ของเวปหนึ่งโดยที่ไม่ได้ทำการจัดการเรื่องลิงค์เลย เวปก็สามารถทำอันดับในคีย์เวริค์นั้นๆได้ทันที ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้เป็นความคิดส่วนตัวคับ
ช่วงอาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสไปพรีเซนต์เรื่อง SEO ให้กับหน่วยงานเกี่ยวกับการศึกษาแห่งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในเรื่องการทำ SEO แบบผิดคลาดเคลื่อนไปมาก เช่น ให้ความสนใจในบางคียเวริค์เป็นพิเศษ โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าคียเวริค์นั้น มี Mouthly Searches หรือ Search Trends เป็นอย่างไร คงจะเป็นการทำ SEO ที่สูญป่าวเป็นแน่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องให้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ลูกค้าคับ
cath SEO 2
พูดถึงเรื่องคุณเคตนักทำ SEO ชาวอังกฤษ ที่ได้เล่าถึงในคราวก่อนอีกสักหน่อย จริงๆจะพูดว่าคุณเคตแกเป็นนักทำ SEO ก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปากแบบถนัดๆนัก เพราะคุณเคตไม่รู้เรื่องโค้ดเลยไม่ว่าจะเป็น HTML, CSS หรืออะไรทั้งนั้น แล้วเวปที่คุณเคตแกทำ SEO ก็คือเวปขายจิวเวอรี่ ของแกเองแต่ทั้งหมดเน้นไปที่ on-page ทั้งนั้น ดังที่ได้พูดไปแล้ว และอีกอย่างคือ blog ซึ่งอยู่ในตัวเวปขายจิวเวอรี่นั้น ซึ่งแกอัพเดตทุกวัน (ทุกวันจริง) ซึ่งแน่นอน google ชอบมาก ส่วนเรื่องการหา back link แทบจะไม่ได้มีการสร้างลิงค์ในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองเลย นั้นก็สรุปได้ว่าคนที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคมากมายก็สามารถทำ SEO ได้ แค่เข้าใจในรูปแบบหรือโครงสร้างเวปไซต์ที่ดี ไม่มีการสแปม ไม่มีการสร้างลิงค์ด้วยวิธีต่างๆที่ไม่ถูกต้อง คุณก็สามารถจะมีอันดับที่ดีได้ใน google ได้
อีกอย่างที่คุณนายแกเท่มาคือ เวปขายจิวเวอรี่ของแกนั้นหล่ะ ซึ่งเป็นงานหลักเป็นรายได้หลักของแก ซึ่งแกมีเวปใซต์แบบนี้อยู่ทั้งหมดสามเวป ขายของแตกต่างกันไป สิ่งที่น่าอิจฉาที่สุดคือการที่สามารถเดินทางไปใหนต่อให้ได้โดยอิสระ ไม่มีออฟฟิตที่ทำงาน มีแค่โน๊ตบุ้คตัวหนึ่งก็สามารถทำงานได้แล้ว (แอบเห็นว่ายังเป็น celeron อยู่เลย) แต่ไม่ใช่ amazon นะคับ เป็น engine ของ asp.net ส่วนสินค้าก็คงเป็นสินค้าของแกเอง ก็เก็บมาเล่าแบ่งปันคับ
cath SEO
เมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับ นักทำ SEO ชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ได้อะไรใหม่ๆมากมายบางอย่างก็เป็นสิ่งเรารู้แล้ว บางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราละเลยไป บางอย่างก็เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป ซึ่งเขาก็บอกตั้งแต่แรกแล้วว่าสิ่งที่เขาบอกสิ่งที่เขาเล่าเราอาจจะรู้อยู่แล้วและบางอย่างเราอาจจะไม่เห็นด้วย สิ่งที่เรียนรู้ได้มีหลายอย่างเช่น ความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ซึ่งมีในชาวต่างชาติ(ตะวันตก) เกือบทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดี ได้มุมมองหลายๆอย่าง อย่างเช่นการหันกลับมามองที่ on-page มากขึ้น เรื่องของการ SPAM คีย์เวริค์ใน on-page (เป็นการทำ SEO ที่ low class มากๆ, ความเห็นส่วนตัว) เรื่องของการทำ link exchange ซึ่งฮิตกันมากในเวปกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งมัน google ให้ความสำคัญลดลงมาก เพราะว่ามันเป็นการแลกลิงค์และมันเป็นการตกลงกันระหว่างเวปสองเวป ซึ่งมันไม่มีน้ำหนักอะไรเลยในลิงค์นั้นๆ ลิงค์ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คงจะเป็น one way link คือสิงค์ทางเดียวจากเวปหนึ่งๆ ที่ลิงค์มาหาเวปเรา และเรื่องของ mate tag ต่างๆซึ่งไม่น่าเชื่อว่ายังมีความสำคัญอยู่มากๆ เรื่องของ bot cycle ซึ่งผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าจะมีวงจรเป็นเช่นใร เรื่องของ blog ซึ่งก็หมายถึงเรื่องของ unique content การอัพเดตต่างๆ ก็ได้ความรู้มามากมายครับ แลกเปลี่ยนกัน
สุดท้ายก็ขอให้คุณนายเดินทางกลับบ้านอย่างปลอยภัยแล้วกัน และทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ keep in touch กันด้วยอีเมลล์ต่อไปครับ ในโลกของการทำงานอิสระเราได้เจอผู้คนมากมายคนที่เราได้เรียนรู้จากเขาไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือร้าย ทั้งหมดถึอเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิตหนึ่งๆ ของเราที่จะได้เจอ ขอบคุณทุกประสบการณ์ ^^
Link Wheel
พูดถึงเรื่องของ link wheel ซึ่งธรรมดาก็คิดว่ามันจะมีประสิทธิ์ภาพจริงเหรอ? เคยเห็นทั้งทำมาแล้วใช้ได้ผลและใช้ไม่ได้ผล ทั้งสองอย่าง แต่กับตัวเองจริงๆยังไม่เคยลองทำจริงๆจังสักที จนสุดท้ายมีลูกค้ารายหนึ่งบอกว่าอยากจะซื้อ link wheel จากเจ้าหนึ่งมาใช้กับเวปของตัวเองเพราะว่าเคยซื้อมาใช้กับ keyword ตัวหนึ่ง ซึ่งขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆในเวลาที่เร็วมาก (2 อาทิตย์) อืม...
ในที่สุดทนไม่ไหว เมื่อวานเลยลองสร้าง link wheel ในสไตส์ของตัวเองขึ้นมาจาก network ส่วนตัวที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรอดูกันต่อไป อะไรๆต่ออะไรมันไร้รูปแบบจริงๆ บางเวปโนเนมมากมีแค่หน้าอินเด็ตหน้าเดียว content ก็ไม่มีการอับเดตอะไรเลย เวปเพิ่งมาอายุได้ประมาณแค่เดือนเดียว แต่มี backlinks มาหลายหมื่นลิงค์ (จากการทำ back hat) ซึ่งธรรมดามันต้องโดนแบนไป แต่ไม่น่าเชื่อก็ขึ้นมาอยู่ในอันดับหนึ่งเบียดเจ้าที่เก่าขาใหญ่ลงไปเฉยเลย ทำเอางง ไร้รูปแบบจริง
พูดถึง SEO หลังๆมานี้หรือจากการค้นคว้าในเวปต่างๆ ส่วนใหญ่เทรนหลังๆมานี้จะพูดถึงแต่เรื่องของ ลิงค์ ลิงค์ ลิงค์ แล้วก็ ลิงค์ สงสัยนี้คงเป็นเทรนต่อไปในการทำ SEO ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำ on-page น้อยลง ซึ่งปัจจุบันก็น่าจะอยู่แค่ 20%-30% (คิดเอาเอง) ต่อไปก็คงจะเป็นแต่เรื่องของลิงค์ ลิงค์ ลิงค์ แล้วก็ ลิงค์ในที่สุด สำคัญคือเราจะหาลิงค์ที่มีคุณภาพมาสู่เวปของเราได้อย่างไร แค่นั้นเอง
semantic search
มีคำถามหนึ่งที่ มีคนถามเรามาเมื่อวานว่า google.com กับ google.co.th ผลลัพธ์เหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร? คำตอบคือเหมือนและไม่เหมือนก็ได้ แม้แต่เครื่องต่างกันค้นหาด้วย google.com หรือ google.co.th เหมือนกันยังให้ผลลัพธ์แตกต่างกันได้เลย เพราะอะไร เพราะว่าตามความเข้าใจของเราเอง google ได้เริ่มทำ personalize แล้วเพื่อจะเข้าสู่ web3.0 ซึ่งเป็น semantic search สำหรับ google เอง โดยผลลัพธ์การค้นหาจะจำเพาะต่อตัวบุคคลนั้นๆ เช่น นาย ก. ค้นหาคำว่า มะม่วง อาจจะได้ผลลัพธ์การค้นหาเป็น ลูกมะม่วงหรือต้นมะม่วง แต่นาย ข. ซึ่งชอบทานข้าวเหนียวมะม่วงมากๆ ผลลัพธ์การค้นหาอาจจะเป็น ข้าวเหนียวมะม่วงหรือขนมที่ทำจากมะม่วงต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์การค้นหาของนาย ก. และ นาย ข. จึงไม่เหมือนกัน ซึ่งมันเป็นผลดีสำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาข้อมูลกับ google จริงๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันเป็นสิ่งที่เค้าต้องการค้นหาหรือสนใจจริง
ส่วนสำคัญ อีกย่างของ sematic search คือการค้นหารูป ซึ่ง google รู้ได้อย่างไรว่ารูปนั้นมันเป็นรูปอะไรเกี่ยวข้องกับอะไร บางคนอาจจะบอกว่า ดูจาก alt tag ของรูปภาพนั้น ซึ่ง alt tag เป็น tag ที่คนสามารถใส่รายละเอียดเข้าไปได้ซึ่งมันอาจจะไม่เกี่ยวกับรูปนั้นเลย แต่มีการหวังผลในการทำ SEO ในบางอย่าง ปัญหาตรงนี้ google ได้สร้าง data warehouse ขนาดใหญ่ขึ้นมา ซึ่งทุกอย่างที่เราได้ค้นหา อย่างเช่น keyword ต่างๆหรือประโยคต่างๆที่เราได้เขียนได้เขียนกำกับไปในรูปภาพต่างๆใน social web ทั้วๆไป ทุกอย่างได้ถูกส่งกลับไปยัง google หมดเพื่อสร้าง data warehouse ขนาดใหญ่นี้ขึ้นมา แน่นอนและพิสูจน์ได้จากการดักจับข้อมูล input/output ทุกๆสิบนาทีจะมีข้อมูลจาก firefox ถูกส่งกลับไปยัง google เนื่องจากกูลเกิ้ลเป็นผู้บริจาครายใหญ่ของ firefox ซึ่งตรงนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่อง privacy ก็คงต้องพูดกันยาวว่ามันละเมิดหรือไม่
เพราะฉนั้นผลลัพธ์ต่างๆนั้นได้ถูกประมวลผลโดยมี data warehouse ขนาดใหญ่เป็นส่วนประกอบ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันจะ่ขึ้นอยู่กับผู้ที่เป็นคนค้นหาสิ่งนั้นจริงๆ ถึงมันดีต่อประสิทธฺภาพของ google เอง แต่แน่นอนมันเหนื่อยสำหรับคนที่ทำ SEO ในทางกลับกันครับ
Backlinks???
พูดถึงเรื่อง Backlinks ก็ต้องเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของการทำ SEO? หรือป่าว บางคนบอกว่าไม่ บางคนบอกว่าใช่ แต่ google ปิดปากเงียบสนิท ฺBacklinks คือสิ่งที่ลิงค์มาหาเวปไซต์หรือเวปเพจคุณจากเวปเพจต่างๆ ซึ่งถ้ามันยิ่งมากก็แสดงว่าเวปไซต์หรือเวปเพจนั้นของคุณมัน ป๊อปพิวล่าพอสมควร? แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ลิงค์ที่ลิงค์มายังเวปคุณนั้นต้องเป็นลิงค์ที่มีคุณภาพด้วย? ซึ่งมันหมายความว่าลิงค์นั้นต้องมาจากเวปเพจที่มันเกี่ยวเนื่องกับ keywords (relevant) ของคุณหรือเกี่ยวเนื่องกันเนื้อหาในเวปคุณ เช่น เวปเพจนี้ของคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับ เทนนิส แล้วคุณมีลิงค์ที่ลิงค์มาจากเวปเพจที่มีเนื่อหาเกี่ยวกับเรื่องของเทนนิส เป็นต้น
แต่ที่เรางงและสงสัยเกิดเป็นคำถามที่เข้ามาในหัวสมองคือ เราจะได้ลิงค์ที่มีคุณภาพเหล่านั้นได้อย่างไร นอกจากวิธีการหาลิงค์แบบทั้วไปที่อีกนิดหนึ่งก็จะเรียกว่าการ SPAM ซึ่ง มันไม่มีความเป็นศิลปเลย เ่ช่น forums signature, blog comment หรือแม้กระทั้งการ submit web directory หรือแม้กระทั้งการ submit social bookmark ต่างๆ ซึ่งมันเป็นการ SPAM หรือป่าว ลิงค์จำนวนมากที่ได้มา google ให้ความสำคัญแค่ใหน หรือ แม้กระทั้งการซื้อขายลิงค์ ซึ่งมันได้ลิงค์มาจริงๆด้วยเวลาที่ใ้ช้ไปจำนวนน้อยนิด ซึ่งตรงนี้ Matt Cutts วิศวกรของ google บอกว่าจะมีการเข้มงวดกับการซื้อขายลิงค์มากขึ้น
เช่นกันเหมือนที่เคยพูดเคยคิดไว้ว่า สิ่งที่ google ให้ความสำคัญมากที่สุดนั้นก็คือ ประสิทธิ์ภาพในการค้นหาของ google เอง นั้นคือผู้ที่มาค้นหาสิ่งไดๆใน google ต้องได้สิ่งที่ค้นหานั้นกลับไป ซึ่งมันเป็นแนวคิดที่ google ยึดถึอไว้และมันทำให้ google มีวันนี้มาได้
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการทำ Adwords ที่ผู้โฆษณาแต่ละรายต้องทำการประมูลราคาต่อคลิก, CPC ว่าเจ้าใหนที่ให้ราคามากกว่าสูงกว่าก็ควรจะได้อยู่ในอันดับที่ดีกว่า สูงกว่า บนกว่า ซึ่งตามหลักของการประมูลมันควรจะเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับ google มันไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าคุณจะประมูลไปในราคาที่สูงลิ่วชนิดที่เจ้าอื่นเทียบไม่ติด นั้นไม่ได้การันตีว่า Ad ของคุณจะอยู่ในอันดับหนึ่งเสมอไป
สองสามวันนี้เรามีความสงสัยในเรื่องของ Backlinks อ่านและศึกษาในเรื่องของ Backlinks มากมายแต่ก็ไม่เจออะไรที่ตอบคำถามได้อย่างจริงจังๆสักที่ คำค้นที่เราใช้ในการค้นหา, "Backlinks", นั้นสิ่งได้ออกมาส่วนมากเป็นเวปที่ซื้อขายลิงค์ ที่มีคำเชิญชวนที่คลาสสิกที่สุดนั้นคือ FREE ซึ่งจริงๆแล้ว ของฟรีไม่ได้ในโลก ซึ่งก็ได้แต่เซ็งกับเวปที่เราไม่ได้ต้องการ ซึ่งตรงนี้มันหมายความว่าประสิทธิ์ภาพในการค้นหาของ google มันลดลงหรือป่าว?
Adwords Positioning
มีปัญหากันมากมายเหลือเกินสำหรับเรื่องตำแหน่งของ Ads ใน Adwords ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ต้องการ คือไม่ได้อันดับที่ดีเท่าที่ต้องการ ทั้งๆที่ bid ไปเกินกว่าค่า First Page Bid Estimates ตั้งมากมาย ซึ่งไม่พอแค่นั้นครับ Adwords ของ google มีวิธีที่ซับซ้อนและเป็นศิลปะมากกว่านั้น มากกว่าแค่การประมูลครับ
ตามรูปด้านล่าง ส่วนทางขวาเป็นตำแหน่งตามปกติที่ Ad ของคุณจะแสดงออกมา ยิ่งสูงยิ่ง bid กันเยอะใน keyword ที่มีการแข่งขันกันสูง
ซึ่งทางที่ดีคุณควรจะหลีกเลี่ยงการบิตกับอันดับสูงๆถ้ากระเป๋าคุณไม่หนักพอจริงๆ เพราะ conversion rate ที่ได้อาจจะไม่ได้สัมพันธ์กับ CTR ที่ได้มา ส่วนทางด้านซ้ายมือ เรียกว่า premium listing ตามรูปข้างล่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ หลาย Ads อยากจะไปอยู่ตรงนั้น
ซึ่งการจะไปอยู่ใน premium listing ได้นั้นมีเงื่อนไขคร่าวๆดังนี้ คือ
เมื่อ Ad นั้นๆมี QS(quality score)* ที่สูงพร้อมทั้ง CPC bid** ที่สูงด้วยทั้งสองอย่าง แล้ว Adwords จะสามารถที่จะให้ Ad นั้นไปอยู่ในตำแหน่ง premium position ซึ่งมีอยู่ 3 อันดับได้
* QS(quality score) เป็นคะแนนคุณภาพที่ adwords คิดให้แต่ละ Ad มีตั้งแต่ 1/10 จนถึง 10/10 ซึ่งคะแนนส่วนนี้ได้มาจาก จำนวน CTR*** จำนวน keywords ที่อยู่ใน Ad ซึ่งคะแนนพวกนี้จะบ่งบอกได้ว่า Ad นั้นๆมีประสิทธิภาพแค่ใหน
** CPC bid จำนวนที่ผู้ลงโฆษณาจะยอมจ่ายต่อคลิกหนึ่งครั้ง
*** CTR สัดส่วนของคลิกต่อจำนวนครั้งที่ Ad ได้แสดงออกมา, สมมุตว่า Ad แสดง 100 ครั้ง แล้วมีคนคลิก 1 ครั้ง จะได้ค่า CTR เท่ากับ 1/100 = 0.01 ซึ่งค่าตรงนี้จะบ่งบอกได้ว่า Ad ของเรามีประสิทธิ์ภาพแค่ใหน สามารถจูงใจให้คนคลิกเข้าไปมากแค่ใหน
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินและระยะเวลาในการดำเนินการ ไม่ใช่แค่การให้ค่า bid เข้าไปมากๆอย่างเดียวครับ
At Niman Boutique Hotel
ไฮซีชั่นใกล้เข้ามาอีกแล้ว หนาวนี้เชียงใหม่คงคึกคักน่าดู ใครมีเพื่อนๆญาติๆมาเที่ยวเชียงใหม่หนาวนี้ เราขอแนะนำ At Niman Boutique Hotel โรงแรมสวยกิ๊ปเก๋น่าัพักมาก ทำเลยก็อยู่ย่านใจกลางแหล่ง กิน เที่ยว ช๊อปปิ้ง สุดฮิปของเชียงใหม่ นิมมานเหมินห์ นั้นเองครับ
Adwords
เสร็จไปแล้วครับสำหรับงาน adwords สองเวปนั้น ไม่บอกว่าเวปอะไรนะครับ ลองค้นหาใน google ด้วยคำว่า "คาสิโน ออนไลน์" สองเวปที่เราทำอยู่ใน adwords ข้างๆนั้นหล่ะ ศึกษามาสักพักสำหรับเรื่อง adwords เรียกว่าเริ่มจากศูนย์กันเลยที่เดียว
สรุปว่า adwords เป็นการตลาด การโฆษณา แบบใหม่เลยทีเดียว เราว่าทำเป็นวิชา หรือว่าเป็นงานวิจัยเรื่องหนึ่งได้เลย โดย adwords จะคิดค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้งานคลิกเข้าไปในเวปไซต์นั้น, PPC (pay per click) โดยไม่สนใจว่าจะแสดงกี่ครั้ง, Impr (Impression) สมมุติมีคลิกเกิดขึ้น 10 ครั้งต่อ Impr 100 ครั้งจะได้ CTR (click throw rate) = 10/100 ซึ่งเท่ากับ 0.01 นั้นเอง ตรงนี้ใช้ไปคิดคำนวนงบประมาณในการโฆษณาคร่าวๆได้ ส่วนถ้าสมมุติว่าใน 10 คลิกที่เกิดขึ้นนั้นมีการซื้อขายเกิดขึ้น 2 ครั้ง ตรงนี้คือ conversion rate ที่เกิดขึ้น ซึ่งค่าตรงจะบ่งบอกได้ถึงการซื้อขายที่เกิดขึ้น เป็นค่าที่เราต้องทำให้เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยให้ CPC ที่น้อยที่สุด นั้นคือจุดที่จะเกิดกำไรสุงสุด แต่ตรงนี้เราไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไร เพราะเวปที่เราทำไม่ใช่เวปขายของครับ สิ่งที่เราสนใจคือ Bid เท่านั้น Bid คือค่าประมูล, CPC (cost per click) ของ keywords ในแต่ละคลิกที่เรา(ผู้ลงโฆษณา) จะยอมจ่ายต่อการคลิกหนึ่งครั้ง ซึ่งใคร bid เยอะสุดก็จะแสดงอยู่ในอันดับที่ดีกว่าคับ
มีอีกสองตัวที่อยากจะเขียนถึงคือ Matches Keyword ซึ่งมีอยู่สี่แบบ
1. Broad Match ตัวอย่าง keyword "used car" จะค้นหาเจอหมดไม่ว่าจะมีสลับหน้าสลับหลัง หรืออยู่ใน pharse ใดๆ เช่น "used car", "car used", "find cheap car", "very chrap used"
2. Phrase Match ตัวอย่าง keyword "used car" จะค้นหาเจอหมดเฉพาะที่อยู่ใน pharse ใดๆ เช่น "cheap used car", "used car red color" ง่ายว่า Phrase Match เป็น subset ของ Broad Match
3. Exact Match ตัวอย่าง keyword "used car" จะ้ค้นหาเจอก็ต่อเมื่อ ค้นหาด้วย "used car" ตรงๆตัวเท่านั้น
4. Negative เป็นการกรอง keyword ที่เราไม่ต้องกางให้ค้นหาเจอออกไปครับ
ผลลัพธ์การค้นหาแบบ Search และแบบ Content
1. Search ผลลัพธ์การค้นหาเวปของเราจะแสดงเฉพาะที่หน้า search result เท่านั้น
2. Content ผลลัพธ์การค้นหาจะแสดงในเวปที่เป็นพันธมิตรกับ google ด้วย (adsense)
Adwords
เริ่มแล้วครับ เริ่มทำงานที่เกี่ยวกับ adwords แล้ววันนี้ เพิ่งรู้เลยว่า adwords ไม่หมูแน่นอน มีศัพท์หลายคำเลยที่ไม่เข้าใจ อ่านไปงงไป อ่านไปอ่านมาเริ่มมึน ไม่หมูแน่นอนครับ ยากกว่า adsense เยอะ อาจจะเป็นเพราะว่า adsense ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร แต่ adwords คือเราเป็นผู้ลงโฆษณาจริง จึงต้องมีเรื่องค่าใช้จ่ายเข้ามา ต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่ายตรงนี้ ควบคุมค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในการโฆษณาแต่ละวัน มีการเลือก keywords ที่สัมพันธ์กับโฆษณานั้น แล้ว keywords นั้นมีคู่แข่งหรือคนลงโฆษณาใน keywords เดียวกับเราเยอะหรือป่าว ถ้ามีเยอะแล้วจะเป็นอย่างไร? ต้องทำอย่างไร? ตอนนี้มึนไปหมดเลยครับ และยังมีคำศัพท์อีกหลายคำที่ยังไม่เข้าใจดีพอ อย่างเช่น CTR?, Bid?, CPC? (จะย่อกันไปใหน), Negative Keywords?, Exact Matches Keyword?, Landing Page?, ความแตกต่างระหว่างการค้นหาแบบ Search และ การค้นหาแบบ Content? ก็ค่อยๆอ่านค่อยๆทำความเข้าใจกันไป แล้วงานที่เราได้มาก็เป็นการลง Ad ให้กับเวปที่ค่อนข้าง complicate นิดหน่อย ก็ต้องลุยกันไปละครับพี่น้อง















